บทที่ 8 ตอนที่ 4 ข้าไม่มีวันให้อภัยเจ้า! 2

จังหวะนั้นจิ้นสิงพลันส่งเสียงนอกประตู “นายน้อย ซิงเยว่ฟื้นแล้วขอรับ”

หลิวไท่หยางยิ่งขมวดคิ้วเป็นปมแน่นกว่าเดิม ความรู้สึกสับสนหลากอารมณ์ไหลวูบผ่านม่านตาดำ

นานครู่ใหญ่ค่อยเบือนใบหน้ามาทางประตูห้อง           สั่งเสียงห้วน “พานางมาพบข้า!”

แม้บาดแผลจากแจกันบนศีรษะของหลิวไท่หยางจะหายดีแล้ว ทว่าเขากลับเปิดลิ้นชักใต้โต๊ะหยิบผ้าขาวขึ้นมาพันเอาไว้อย่างดี ประหนึ่งมีบาดแผลฉกรรจ์ไม่หายเสียที

จากนั้นก็นั่งนิ่งๆ ด้วยท่าทางงามสง่าดุจเดิม             สูดหายใจลึกๆ หลับตาอยู่นานกว่าจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง

ประตูห้องถูกเปิดออกแผ่วเบา เรือนร่างอรชรในอาภรณ์สีขุ่นค่อยๆ เดินเข้ามาปรากฏกายเบื้องหน้า

“นายน้อย...”

ซิงเยว่เอ่ยเรียกเสียงหวาน สองเนตรคมเฉี่ยวงดงามมองอย่างเทิดทูน

ตั้งแต่ก่อนสลบสิ้นสติและหลังจากตื่นลืมตาขึ้นมา นางไม่เคยลืมเสียงห้ามปรามอย่างโกรธาและท่าทางห่วงใยปานนั้นของเจ้านายเลย นางจึงตั้งมั่นจะรับใช้ปรนนิบัติเขาอย่างดีเลิศเชียวล่ะ!

ความคิดในใจของหญิงสาวผู้เป็นบ่าวรับใช้ ชายหนุ่มผู้เป็นนายไหนเลยจักล่วงรู้

เขาไม่รับรู้อะไรเลย เพราะสองตาคมที่จ้องนางมีแต่ความแค้นเคือง

หลิวไท่หยางเห็นแค่ภาพอดีตที่นางเคยย่ำยีหัวใจเขาจนแหลกสลาย...

การแก้แค้นคนผู้หนึ่งจำเป็นต้องให้อีกฝ่ายจดจำให้ดีว่าสิ่งใดที่ทำให้แค้น...

หลิวไท่หยางจึงมีความคิดว่าจะช่วยฟื้นความทรงจำให้ซิงเยว่เสียก่อน เพื่อจะได้แก้แค้นอย่างสาสมตรงประเด็น เสียงเย็นเยียบจึงดังขึ้น “เจ้าจำได้หรือไม่ว่าทำอะไรกับข้า?”

ซิงเยว่เลื่อนสายตาขึ้นมองผ้าสีขาวรอบศีรษะบุรุษ สีหน้าพลันซีดลง เกิดความรู้สึกหม่นหมองยิ่ง

“บ่าวจำได้เจ้าค่ะ บ่าวตีนายน้อยด้วยแจกัน”

“ซิงเอ๋อร์...” น้ำเสียงของหลิวไท่หยางฉายแววดุดัน วาจาคุกคาม “เรียกตัวเองว่าซิงเอ๋อร์”

นามนี้จะยิ่งตอกย้ำให้เขาจำได้แม่นยำว่านางเคยทำสิ่งเลวร้ายอันใดไว้กับเขา

“เจ้าค่ะ” ซิงเยว่ย่อมไม่รู้ความนัย นางพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง

“ซิงเอ๋อร์จำได้เจ้าค่ะ ซิงเอ๋อร์วู่วามพลั้งมือไปแล้ว ยามนั้นซิงเอ๋อร์ตกใจ ไม่นึกว่านายน้อยจะบุ่มบ่าม                 ทำเช่นนั้น เอ่อ...” จะพูดว่าขืนใจก็เอ่ยได้ไม่เต็มปาก

“ข้าน่ะหรือบุ่มบ่าม?” หลิวไท่หยางแค่นเสียงหยัน รู้สึกไม่สบอารมณ์ “ไยมิใช่มีเพียงเจ้าที่วู่วาม พลั้งมือ?”

ชีวิตของบ่าวรับใช้เป็นของเจ้านาย ไม่ว่าอีกฝ่ายต้องการหรือปรารถนาอันใด บ่าวไพร่ล้วนไม่อาจต่อต้านและทัดทาน

ซึ่งแน่นอนว่าเจ้านายย่อมมีสิทธิ์ทุกอย่างในเรือนร่างของสาวใช้ การทำร้ายเจ้านายเป็นเรื่องที่ไม่สมควร ไม่มีสิทธิ์กระทำเด็ดขาด

ซิงเยว่ให้รู้สึกผิดยิ่งนัก “ใช่แล้วเจ้าค่ะ เป็นซิงเอ๋อร์ที่วู่วามเกินไป ขอนายน้อยโปรดอภัย”

“อภัยหรือ?” ชายหนุ่มยิ่งแค่นเสียงเย็น สีหน้าเคร่งเครียด “ข้าไม่มีวันให้อภัยเจ้า!”

หญิงสาวได้ยินก็ตื่นตระหนก คิดในใจว่าแย่แล้ว “นายน้อยให้ซิงเอ๋อร์ทำอะไรก็ได้เจ้าค่ะ ต่อให้เป็นวัวเป็นม้า ซิงเอ๋อร์ยอมทั้งนั้น ขอแค่ท่านหายโกรธซิงเอ๋อร์”

รอยยิ้มสมใจพลันปรากฏตรงมุมปาก แววตาคมเข้มคล้ายรัตติกาลดำจัดบนใบหน้าหล่อเหลาสว่างวาบ

หลิวไท่หยางให้รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก ประโยคนี้ล่ะที่เขาต้องการฟังมาแรมปี

ตั้งแต่วันนั้นที่นางสะบั้นรักเขา เพียงวาจานี้ก็พอแล้ว

“พูดได้ดี...” หลิวไท่หยางลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง          พาร่างสง่างามโดดเด่นเดินเนิบช้ามาหยุดเบื้องหน้าซิงเยว่

ทว่าวูบหนึ่งในใจพลันลอบกระแอมไออย่างหงุดหงิด

อันที่จริงเขาควรเรียกนางให้เป็นฝ่ายเดินเข้าหาต่างหาก มิใช่เป็นฝ่ายลุกเดินมาเองเยี่ยงนี้!

หลิวไท่หยางอยากสบถออกมาดังๆ เหลือเกิน

เขายอมนางเกินไปอีกแล้ว ให้ตายเถอะ!

ซิงเยว่ยังคงไม่รู้อันใด นางเพียงแหงนหน้าขึ้นสบตาแล้วยิ้มหวาน 

หวานมาก...

หลิวไท่หยางให้รู้สึกตาพร่า บ้าจริง!

ค่ำคืนเดือนเพ็ญมาเยือนอีกครา จันทรากลมโตจึงลอยเด่นบนม่านนภาอีกครั้ง

ทุกครั้งที่จันทร์เด่นชัด ดรุณีน้อยนางหนึ่งมิรู้ได้ว่าเหตุใดถึงชอบคืนเพ็ญนัก

ยิ่งเห็นจันทร์จรัสแสง ดวงตาสุกใสของนางก็ยิ่งเปล่งประกายเจิดจ้า

ในม่านราตรีสลัว ซิงเยว่ยืนนิ่งไม่ไหวติง แหงนหน้ามองท้องฟ้าอยู่เช่นนั้น

นางยืนมองดวงจันทร์จากบนต้นไม้สูงตระหง่านท้ายเรือนปีกข้าง เกิดเป็นเงาระหงเลือนรางตกกระทบยอดหญ้า ข้างกายนางคือต้นไม้ใหญ่มีกิ่งก้านสาขามากมาย

ช่างน่าแปลกใจที่นางไม่คิดยืนอิงแอบแนบแผ่นหลังกับต้นไม้ หากแต่นางกลับมีความคิดผิดแผกถึงขั้นปรารถนาปีนป่ายขึ้นมาบนยอดไม้อย่างอาจหาญ

แน่นอนว่าความทรงจำของนางยังคงว่างเปล่า         ทว่าสัญชาตญาณบางอย่างในตัวกำลังบอกกล่าวแก่นางว่าการปีนต้นไม้มิใช่เรื่องยาก หากต้องการใกล้ชิดดวงจันทร์ การขึ้นมายืนบนนี้เป็นเรื่องสามัญสมควรกระทำ

ยามทอดสายตามองเหม่อไปแสนไกลถึงม่านนภา ภาพในห้วงนิทราอันเลือนรางเริ่มผุดพรายในคำนึง

ซิงเยว่มักจะฝันเห็นเงาร่างของหญิงสาวสองคนกำลังยืนคุยกันใต้เงาจันทร์ 

ภาพนั้นไม่ชัดเจนว่าเป็นใคร เพราะไม่เห็นใบหน้า เห็นเพียงความมืดมัวสลัวรางจากทางด้านหลังของอิสตรี ทว่าถ้อยวจีที่พวกนางต่อขานกลับชัดเจนอย่างยิ่ง

‘น้องพี่ ไม่นานจากนี้เกรงว่าค่ายจันทราคงสั่นคลอนยากยืนหยัด มิอาจต่อกรกับเภทภัยที่ย่างกรายมาเยือน หากเป็นไปได้ จงอย่าดึงผู้อื่นมาข้องเกี่ยวกับตัวเจ้าเด็ดขาด สหายก็ดีคนรักก็ช่าง หากเจ้ามีผู้ใดให้ห่วงใยจงสลัดทิ้งเสีย’

ในฝัน ซิงเยว่เห็นสตรีผู้หนึ่งเป็นฝ่ายเอื้อนเอ่ยฉะฉาน ทว่าสตรีอีกผู้หนึ่งกลับเป็นเพียงฝ่ายรับคำเสียงเบาดุจปุยนุ่น ท่าทีลำบากใจอย่างยิ่ง

‘ข้าทราบแล้วพี่ใหญ่...’

ทุกครั้งที่ฝันเห็นภาพนั้น ซิงเยว่มักตื่นขึ้นกลางดึกด้วยความรู้สึกสนเท่ห์งงงันมิเคยเข้าใจสักกะผีก

ทั้งเงาทะมึนสองสตรีทั้งถ้อยวจีช่างชวนฉงนโดยแท้

ชั่วยามนี้ ขณะที่ซิงเยว่ชั่งใจว่าจะปีนขึ้นไปถึงยอดไม้เพื่อดูดวงจันทร์ให้ใกล้และชัดเจนมากกว่าเดิมดีหรือไม่              นางพลันก้มหน้าลงมองร่างกายของตนเอง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป